วันอังคาร

เลือก 8 แบบ หลังคาบ้าน ให้ตรงกับความต้องการ และใช้งาน พร้อมคุณสมบัติของหลังคาบ้านแต่ละแบบ

1.หลังคาทรงจั่ว (Gable Roof)  แบบจั่ว
แบบหลังคาทรงจั่ว หรือหน้าจั่ว  เหมาะกับบ้านทั่วไป ทุกภูมิภาค ทุกประเทศ  โดยเฉพาะ สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย เป็นหลังคามาตรฐานที่นิยมใช้กัน มีลักษณะเป็นหลังคาเพิงหมาแหงน 2 หลังมาชนกัน ผืนหลังคาจะมีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา  ทำให้เกิดสันสูงตรงกลางหลังคา  หลังคาประเภทนี้เป็นหลังคาที่มีความสะดวกในการก่อสร้าง สามารถกันแดดกันฝนได้ดีเกิดปัญหาการรั่วซึมน้อยมาก เนื่องจากมุมองศาของบ้าน ให้ความลาดเอียงเยอะเป็นพิเศษ เมื่อฝนตก ทำให้แรงของน้ำ กระจายสู่ชั้นล่างได้รวดเร็ว  และสามารถระบายความร้อน ใต้หลังคา ได้ดี เพราะหากหลังคามีมุมที่สูง ก็จะทำให้เกิดช่องว่างใต้หลังคามาก และทำให้มีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามาก ช่องว่างนี้จึงเป็นเหมือนตัวฉนวนกันความร้อนได้อย่างดี และยิ่งเจาะช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้งสองด้านก็จะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้ดียิ่งขึ้น

 แต่จะมีข้อเสีย หากเกิดฝนตกและทิศทางลมขณะฝนสาด เป็นทิศทางที่หันเข้าสู่จั่วบ้าน อาจจำเป็นต้องติดตั้งหลังคากันสาดเพิ่มเติมหรือต่อเติมชายคาบ้าน ให้กว้างขึ้น วัสดุมุงหลังคาที่นิยม ก็ เช่น กระเบื้อง สังกะสี และสำหรับความลาดชั้นของหลังคาก็ขึ้นอยู่กับความต้องของเจ้าของ และชนิดของวัสดุที่จะมุงด้วย


--------------------------

2.หลังคาทรงปั้นหยา  (Hip Roof) แบบปั้นหยา
แบบหลังคาทรงปั้นหยา  หลังคารูปแบบนี้มีด้านลาดเอียงหรือลาดชันทั้งสี่ด้านขึ้นไปชนกัน โดยส่วนบนสุดของหลังคา จะเป็นจุดยอดรวมของแต่ละด้าน ด้านต่างๆ มีลักษณะเป็นทรง 3 เหลี่ยม หันพิงเข้าหากัน คล้ายๆพีระมิด  แต่ทรงหลังคาจะมีมุมลาดเอียงน้อยกว่าทรงจั่ว  มีช่องอากาศอยู่ใต้หลังคา   นิยมสูงในบ้านสไตล์ ญี่ปุ่น เกาหลี และในประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้กับบ้านจัดสรร 

 สามารถป้องกันแดดป้องกันฝนได้ทุกด้าน ทนต่อการปะทะของแรงลมได้ดี แต่ไม่มีหน้าจั่วเพื่อระบายอากาศร้อน จึงอาจจะต้องระบายทางพื้นชายคาแทน หรือ ต้องใช้วัสดุกันความร้อนอย่างอื่นเข้าช่วยเช่น แผ่นสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน  หลังคาทรงปั้นหยาจะทำให้บ้านดู ภูมิฐานกว่าหลังคาทรงอื่น สวยงาม แข็งแรงโออ่า สง่างาม แต่หลังคาชนิดต้องใช้วัสดุ มากกว่า หลังคาชนิดอื่นๆ


 ----------------------
3.หลังคาแบบมนิลา
หลังทรงมะนิลา เป็นรูปแบบหลังคาบ้านที่เกิดจากการผสมผสาน ระหว่าง ทรงปั้นหยา และ ทรงจั่วเข้าด้วยกัน เป็นรูปแบบที่นำข้อดีทั้งสองสไตล์ มาประยุกต์ใช้ นิยมใช้กับบ้านสไตล์คันทรี่ บ้านร่วมสมัย 

เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อมีฝนตกชุก หลังคาทรงนี้ก็สามารถระบายน้ำฝนออกไปได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถป้องกันแดดให้กับตัวบ้านได้ดี เนื่องจากมีชายคายื่นออกมาคลุมทั้งสี่ด้าน พร้อมกับการระบายความร้อนแบบหลังคาทรงจั่วอีกด้วย


-----------------------

4.หลังคาแบบเพิงหมาแหงน  (Lean To) 
หลังคาเพิงหมาแหงน  เป็นหลังคาที่ยกให้อีกด้านสูงกว่าอีกด้านหนึ่งทั้งผืน มีลักษณะแบนราบแต่ลาดเอียงโดยยกด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และมีเชิงชายรอบตัวบ้าน เพิงหมาแหงน ชื่อเรียกดังกล่าวนี้ เรียกตามลักษณะท่าทางของสัตว์ เช่นเดียวกับปีกผีเสื้อ หมา หรือ สุนัข มักนั่งท่าแหงน เชิดหน้าขึ้นฟ้า  มีความเป็นโมเดิร์นทันสมัย ดูเท่ห์สง่างาม ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว และราคาราคาประหยัด เหมาะสำหรับบ้านขนาดเล็ก เพราะมีช่องว่างใต้หลังคาน้อย   

ข้อดีของหลังคาเพิงหมาแหงน คือสามารถระบายน้ำฝนได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องความลาดเอียง ควรมีองศาลาดเอียงมากพอที่จะระบายน้ำฝนได้ทันไม่ไหลย้อนซึมกลับเข้ามาได้

-----------------------

5.หลังคาทรงปีกผีเสื้อ (Butterfly)
หลังคาแบบผีเสื้อ (Butterfly) หลังคาชนิดนี้ประกอบด้วยหลังคาเพิงหมาแหงน 2 หลังหันด้านที่ต่ำกว่ามาชนกัน หรือโครงหลังคาที่แหงนออกทั้งสองด้าน โดยด้านนอกที่หันออกเป็นมุมสูง ตรงกลางจะเป็นมุมต่ำ มีลักษณะโดยรวมคล้ายปีกผีเสื้อกระพือปีก ส่วน ตรงกลางมักทำเป็นรางน้ำ อาจให้เอนมาด้านใดด้านหนึ่ง เป็นหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนได้ดีกว่าหลังคาแบบอื่น 


หากต้องการกักเก็บน้ำ  สำหรับพื้นที่แห้งแล้งขาดแคลนน้ำ   แต่ต้องติดตั้งรางน้ำให้มีคุณภาพที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมตามมาที่หลังได้   หากจะพูดถึงความเหมาะสมสำหรับประเทศไทย  แน่นอนต้องพิจารณาตามเจ้าบ้านเลือกการใช้งาน และต้องดูเรื่องการมุงและการติดตั้งให้ เพราะประเทศไทยมีฝนตกชุก  ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยม นอกจากอาคาร หรือบ้านที่ต้องการลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษ
 ----------------------

6.หลังคาแบบแบน (Flat  roof)
หลังคาแบน  มีลักษณะแบนราบคล้ายกับเป็นพื้นจึงมักถูกใช้เป็นพื้นดาดฟ้า ไม่มีช่องอากาศ สร้างขึ้นมาเพื่อต้องการใช้ที่ใต้หลังคาเดินท่อต่าง ๆ หรือนิยมทำเป็นพื้นที่จัดสวน สวนนั่งเล่น  หรือต้องการใช้พื้นที่บนหลังคาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น  พื้นหลังคาส่วนใหญ่ทำด้วยวัสดุเนื้อเดียว เช่น คอนกรีตเสริมเหล็กหรือไม้  ไม่เหมาะสำหรับใช้กับบ้านที่อยู่อาศัย เพราะรับความร้อนและฝนมาก  

หลังคาแบบแบนนี้จะนิยม กับบ้าน อาคารขนาดใหญ่ ตึกแถว หรือทาวน์โฮม แบบโมเดิร์น หรือทรอปิคอลโมเดิร์น  ตัวอาคารหลังคาแบบนี้ มีละกษณะไม่เน้นความสวยงามของหลังคา  ข้อควรระวังคือเรื่องน้ำซึมควรใช้น้ำยากันซึมควบคู่กับการก่อสร้างหลังคา


-------------------------------

7.หลังคาทรงโค้ง(Arch House)
บ้านหลังคาโค้ง นิยมในบ้านสไตล์โมเดิร์น รูปทรงกะทัดรัด หรือโกดัง โรงงาน วัสดุที่ใช้คือ  โลหะรีดลอน (Metal Sheet) วัสดุสังเคราะห์ทำจากไฟเบอร์กลาส  หรือ ยางมะตอย  หรืออาจเลือกวัสดุแผ่นทองแดง แต่อาจมีราคาสูงแต่วัสดุดังกล่าว สารถสั่งผลิตได้ตามขนาดและขึ้นรูปโค้งได้ดี  แต่หากใช้เป็นกระเบื้องหลังคาปกติก็จะ ไม่สามารถรองรับความโค้งงอของโครงหลังคาได้   

ข้อดีของหลังคาแบบโค้งนี้ คือ ทำจากวัสดุประเภท เมทัลชีท หรืออลูมิเนียมขึ้นรูปนี้ ก็คือมีน้ำหนักที่เบากว่าหลังคาชนิดอื่น อีกทั้งยังมีรอยต่อค่อนข้างน้อย จึงมักไม่พบอาการรั่วซึมของน้ำฝนในภายหลัง ประหยักพลังงานอีกด้วย



8.หลังคาทรงอิสระ  (Free Form Roof) 
หลังคารูปทรงอิสระ เป็นหลังคาที่ถูกออกแบบมาอย่างเฉพาะตัว  มีความโดดเด่นเรื่องรูปทรงที่แตกต่างออกไป โดยส่วนใหญ่จะไม่จัดอยู่ในรูปทรงเรขาคณิต  แต่หากออกแบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยสถาปนิก  ว่าต้องการให้ทรงแปลกตาเพียงใด โดยอาศัยสไตล์ที่แสดงถึงรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของบ้าน แต่มีข้อจำกัดเรื่องวัสดุที่ใช้  เนื่องจากหลังคาเป็นรูปทรงอิสระ  วัสดุที่ใช้ควรยึดหยุ่น สามารถบิดโครงรองรับรูปทรงหลังคาได้   เช่น แผ่นหลังคายางมะตอย  หรือ โลหะรีดลอน และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ ต้องใช้ช่างเทคนิคฝีมือดี และชำนาญการในเรื่องการมุงหลังคา และต้องใช้คามประณีตมากเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่นั้นอาจเกิดปัญหาตามมา หรือ หลังคารั่วซึมได้      

ข้อดีของหลังคาแบบอิสระนี้ คือสามารถออกแบบได้อย่างไร้ขีดกำจัด  ตามแต่เจ้าของบ้านจะต้องการ  แต่ข้อเสียคือ วัสดุมุงนั้นหาได้ยาก และต้องหาช่างที่ชำนาญงาน   อีกทั้งหลังคามีความเสี่ยงที่เกิดปัญหาได้ง่าย